วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565

เรื่องเล่าบ้านปังกู สักวันจะลืมหายไป

ประวัติความเป็นมาบ้านปังกู 
           ปังกู เป้นต้นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง มีลูกคล้ายลูกมะไฟ รสชาติหวานอมเปรี้ยว ทวดเล่าให้ฟังว่าแต่ก่อนนั้นบ้านปังกูนั้นมีต้นปังกูเยอะมาก พอมาถึงประมาณปี 2524 ต้นปังกู จึงเหลือเพียงต้นเดียว และย่าทวด บอกนี่แหละต้นปังกู เอกลักษณ์บ้านปังกู คือดอกปังกูประดับอยู่ที่ป้ายของหมู่บ้าน ปัจจุบันต้นปังกูจึงเหลือแต่ชื่อให้คนรุ่นหลังได้ยิน และมันกำลังจะถูกแปลความหมาย ออกไปตามความเข้าใจของคนรุ่นหลัง ๆเพราะคนรุ่นหลัง จากต้นไม้กลายเป็นอย่างอื่นเพราะความสับสนหรือ เอาแนวความนึกคิดของตนเองไปประติดประต่อกับภาษาท้องถิ่น ดังนั้น ปังกู เป็นต้นไม้ที่มีจำนวนมาก จนเค้าเรียกกันติดปากว่า บ้านปังกู ภาษาท้องถิ่น (เสราะปังกู ) จะเห็นได้ว่าสมัยแต่ก่อนการจะเรียกชื่อหมู่บ้าน ตามจำนวนต้นไม้ หรือประเภทต้นไม้ สัตว์ สภาพพื้นที่และคนที่เริ่มก่อตั้งคนแรก โดยจะคิดจุดเด่น จุดดังของหมู่บ้าน เพื่อเรียกง่ายและเข้าใจได้ว่า ณ บริเวณตรงนั้นเป็นอะไรนั้นเอง  ซึ่งมันสมองและภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อนคือความเป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้านชนิดหนึ่งที่เราควรศึกษา ไม่ใช่ในปัจจุบัน ที่พากันตั้ง ชื่อสวยหรู่ โดยไม่รู้ อัตลักษณ์ของความเป็นจริงของรากง้าว ของชุมชนดังเดิม  เพราะการตั้งชื่อที่เปลี่ยนแปลงจากเดิม หรือที่เป็นจุดเด่นของหมู่บ้าน ที่แท้จริง เป็นการทำลายอัตลักษณ์ดั้งเดิมที่น่าเสียใจ เพราะการตั้งชื่อหมู่บ้านเป็นการสื่อวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ และความสมบูรณ์ของธรรมชาติที่สร้างไว้ เมื่อได้ยินชื่อทุกคนจะเข้าใจสมัยแต่ก่อนมีอะไร  จะเห็นได้ว่าปัจจุบันแม้แต่การตั้งชื่อ หมู่บ้านยังถูกกลืนไปโดยปริยาย จนหาอะไรที่เป็นจุดเด่นไม่ได้  เมื่อคนได้ยินจะไม่ต้องแปลอะไรให้มันหลากหลาย หรือคิดให้มากความ เช่น บ้านหัวเสือ บ้านตะโกหวาน บ้านประหูด บ้านหนองบัวโคก บ้านเขว้า บ้านโคกสะอาด บ้านโคกใหญ่ บ้านห้วยปอ บ้านห้วย บ้านจรเข้ามาก บ้านเมืองต่ำ หรือแม้แต่หนองน้ำ ก้อเช่นกัน ใกล้ที่นาใคร ๆอยู่ใกล้แถวนั้นจะเรียกชื่อคนนั้น จนติดปาก นี่คือจุดเด่นที่คนเก่าคนแก่สร้างไว้ เมื่อใครมาถามจะรู้จักว่าอ้อมันอยู่ตรงนั้น ตรงนี้ แต่ปัจจุบันกลับสรรหาคำสวยหรู่ มาเรียกจนจุดเด่นหาย อัตลํกษณ์หายไป เลยไม่รู้หมู่บ้านแห่งนี้มีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร คืออะไรแน่ 
          ลักษณะภูมิประเทศทั่วไป
                ตำบลบ้านปังกูเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ด้วยแมกไม้นาน ๆ พันธุ์ และยังเป็นป่าที่สมบูณ์ ๙๐% ในปี พ.ศ.๒๕๑๒ -๒๕๒๙ ทุกคนยังมีความรัก และยังอนุรักษณ์พื้นที่ป่า มีการรณรงค์การปลูกป่าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ บ้านหัวเสือ หัวช้างบ้านโคกใหญ่ บ้านบัวโคก ท้ายบ้านโคกสะอาด บ้านปอ บ้านพาชี บ้านสี่เหลี่ยม บ้านโนนสุวรรณ บ้านโคกกลอย บ้านโนนศิลา ที่กล่าวมายังเป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์ ยังไม่มีการบุกรุก ถากถางทำกิน 
ลักษณ์ภูมิศาสตร์
              บ้านปังกู เป็นโคก เหมือนกระทะคว่ำ หรือฝาขนมครก มีคลองส่งน้ำทิศเหนือกับทิศใต้ของหมู่บ้าน จุดสูงสุดของหมู่บ้านปังกูคือสี่แยกบ้านปังกูในปัจจุบัน ที่ชันที่สุด คือ ทางออกไปบ้านห้วยหรือบ้านโคกย่าง อีกสามเส้นทางความชันเท่าๆ กัน ทุกเส้นทางคือทางเกวียน ยังไม่ป็นถนนลูกรัง ในช่วงฤดูฝนจะมีน้ำท่วมเฉพาะวัดบ้านปังกู 
       ด้านการปกครอง
           บ้านปังกู เป็นตำบลที่ใหญ่ที่สุด มีอาณาเขตการปกครองหลายหมู่บ้าน เช่น บ้านเขว้า บ้านโคกวัด บ้านหนองหัวเสือ บ้านหัวช้าง บ้านประหูด บ้านตะโกหวาน  บ้านโคกสะอาด บ้านบัวโคก บ้านโคกใหญ่ บ้านห้วยปอ บ้านภาชี บ้านหนองน้ำขุน บ้านไพรวัลย์ บ้านโคกกลอย บ้านโนนศิลา บ้านโนนสุวรรณ บ้านเขาคอกบ้านกรวด บ้านสี่เหลี่ยม (ก่อนแยกเป็นตำบลเขาคอก) แต่ประวัติศาสตร์ตั้งแต่ตั้งหมู่บ้านมาจนถึงปัจจุบัน (2567) บ้านปังกููไม่เคยมีใครได้เป็นกำนัน 
          การประชุมลูกบ้าน เมื่อมีเรื่องสำคัญ เหตุด่วน เหตุร้าย ใช้การเคาะเกราะ ถ้าเสียงเคาะเกราะรัวๆ เป็นเหตุร้าย ถ้าเคาะถี่ ๆ เหตุด่วน ถ้าเป็นการเรียกประชุมลูกบ้าน เคาะเกราะห่างๆ  เกราะในสมัยนั้นจะมีลักษณะเป็นไม้ทรงกลมด้านในกลวงผูกเชือก



        ด้านวัฒนธรรมชุมชน

               สภาพภุมิประเทศ  ภูมิอากาศ  ศาสนา  และความเชื่อ สำหรับวัฒนธรรมในชุมชนไทยนั้น  พระยาอนุมานราชธน  แบ่งองค์ประกอบของวัฒนธรรมออกเป็น ๔ ประการ  คือ
             ๑.  ความคิด  ความเชื่อ  ความเข้าใจ  ความคิดเห็น  ตลอดจนอุดมการณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากคนรุ่นก่อน  เช่น  ความเชื่อในเรื่องทางศาสนา  สิ่งศักดิ์สิทธิ์  ความเข้าใจเรื่องของจักรวาล  รวมทั้งการยอมรับว่าสิ่งใดถูกหรือผิด  ซึ่งการให้คุณค่าหรือมาตรฐานการตัดสินใจของสังคมหนึ่ง ๆ จะแตกต่างกัน
          ๒.  ขนบธรรมเนียมประเพณีที่แสดงออกในรูปพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น  พิธีการแต่งงาน  พิธีบวชนาค  พิธีขึ้นบ้านใหม่  พิธีการเหล่านี้มักจะได้รับอิทธิพลของศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
             ๓.  กลุ่มที่มีการจัดอย่างเป็นระเบียบหรือมีโครงสร้างอย่างเป็นทางการ  มีกฎเกณฑ์  ระเบียบข้อบังคับ  เช่น  สถาบันต่าง ๆ สมาคม  สโมสร  พรรคการเมือง  เป็นต้น  กลุ่มเหล่านี้จะมีวัตถุประสงค์ชัดเจนเพื่อผูกพันบุคคลที่เป็นสมาชิกในการแสดงความรู้สึกต่อกัน
             ๔.  วัฒนธรรมทางวัตถุทั้งหลาย  เช่น  ที่อยู่อาศัย  เครื่องแต่งกาย  รถยนต์รวมถึงเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ  ผลผลิตทางศิลปกรรมของมนุษย์  นอกจากนั้นยังรวมถึงเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่ใช้ในการติดต่อหรือสื่อความหมาย  เช่น  ภาษาพูด  ภาษาเขียน  ตัวเลข
          ในแต่ละชุมชนจะมีวัฒนธรรม  ประเพณี  ที่สืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษที่แสดงออกถึงวิถีชีวิตของแต่ละชุมชน  วัฒนธรรม  ประเพณี  มีหลายลักษณะ  ซึ่งสามารถจำแนกได้  ดังนี้

                      ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่เกิดจากการปรับตัว ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของคนในชุมชน  ทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมในด้านต่าง ๆ เช่น
                           การสร้างที่อยู่อาศัย  เช่น  ลักษณะ  รูปแบบของบ้านที่แตกต่างกันในแต่ละภาค  และบ้านเรือนแพที่เป็นที่อยู่อาศัยของคนที่อยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำ
                       การทอผ้า  ในสมัยก่อนคนในแต่ละชุมชนจะทอผ้าใช้เอง  โดยนำวัสดุท้องถิ่นมาใช้ในการทอ  ผ้าทอของแต่ละชุมชนจะมีกรรมวิธีการย้อมการทอ  และลวดลายแตกต่างกัน  ซึ่งแสดงเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน  วิธีการทอผ้าของคนในแต่ละชุมชนเป็นภูมิปัญญาที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้  การสังเกต  และการลงมือปฏิบัติจริงจนเกิดความชำนาญ  และถ่ายทอดต่อมายังลูกหลาน
                         สมุนไพรไทย  คนไทยในชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ รู้จักนำสมุนไพรมาใช้ทำเป็นอาหารและยารักษาโรคมานานแล้ว  เช่น  ใบบัวบก  แก้อาการช้ำใน,  มะระขี้นก  แก้หวัด  แก้ไอ,  ทับทิม  ขับพยาธิ  รักษาบิด,  มะนาว  แก้อาการคันคอ ขับเสมหะ,  ขิง ลดอาการจุกเสียดท้อง  ไล่ลม,  กระเทียม แก้กลากเกลื้อน
              การใช้สมุนไพรมาประกอบอาหารและทำยารักษาโรค  ถือเป็นภูมิปัญญาที่ได้มีการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน และสืบทอดมาถึงปัจจุบัน อาหารไทยในแต่ละชุมชน  ส่วนใหญ่มีส่วนประกอบของสมุนไพร  จึงทำให้ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติ  เพราะถือว่าเป็นอาหารที่ส่งเสริมด้านสุขภาพ

                ส่วนใหญ่เป็นวัฒนธรรมประเพณีที่เกี่ยวกับการเพาะปลูก  เพราะเป็นอาชีพดั้งเดิมของคนในท้องถิ่นชุมชน  โดยเฉพาะการทำนา  ซึ่งถือเป็นอาชีพหลักของคนไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  ทำให้เกิดประเพณีต่าง ๆ ขึ้นมากมาย  เช่น
                   ประเพณีทำขวัญข้าว  ซึ่งเป็นประเพณีที่สำคัญต่อชาวนา  เพราะเป็นการบูชาพระแม่โพสพ  ขอให้ข้าวในนามีความอุดมสมบูรณ์ได้ผลผลิตดี
                  ประเพณีการละเล่นเกี่ยวกับอาชีพทำนา  หลังจากทำนาจะมีการ้องเพลงและการละเล่น เพื่อเป็นการผ่อนคลายจากการทำงานหนัก  จึงเกิดการละเล่นต่าง ๆ เช่น  การเต้นกำรำเคียว  เพลงเกี่ยวข้าว

               ในแต่ละศาสนาจะมีวัฒนธรรมประเพณีที่แตกต่างกัน ทำให้คนในแต่ละชุมชนที่นับถือศาสนาต่างกัน มีการดำเนินชีวิตและวัฒนธรรมแตกต่างกัน ชุมชนที่นับถือพระพุทธศาสนา จะมีการทำบุญตักบาตรในตอนเช้า  หรือการไปทำบุญที่วัดในวันสำคัญทางศาสนา นอกจากนี้ยังมีประเพณีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เช่น ประเพณีวันวิสาขบูชา ประเพณีตักบาตรเทโว  ประเพณีแห่เทียนพรรษา
                  ส่วนชุมชนที่นับถือศาสนาคริสต์  ชาวชุมชนจะไปโบสถ์ในวันอาทิตย์และมีวัฒนธรรมประเพณีที่ต่างจากศาสนาอื่น  เช่น  มีพิธีล้างบาป  พิธีรับศีล  เป็นต้น
               ในชุมชนที่ผู้อยู่อาศัยนับถือศาสนาอิสลาม  ชาวชุมชนจะไปประกอบพิธีที่มัสยิดในวันศุกร์  นอกจากนี้ชาวมุสลิมยังมีวัฒนธรรมเกี่ยวกับการกินอาหารตามหลักศาสนาที่แตกต่างจากศาสนาอื่น ๆ
           ดังนั้นจะเห็นได้ว่า  การอยู่ร่วมกันในชุมชนจะมีวัฒนธรรม  ประเพณี  เหมือนกันหรือแตกต่างกัน  ขึ้นอยู่กับว่า  คนในชุมชนนั้น ๆ นับถือศาสนาเดียวกันหรือมีความเชื่อเหมือนกัน  การดำเนินชีวิตจึงคล้ายคลึง วัฒนธรรมในแต่ละชุมชน ทำให้คนในชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง  เช่น  การแต่งกาย  การดำเนินชีวิต  อาหารการกิจ  ประเพณีต่าง ๆ การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวในชุมชนของตน  ทำให้เราได้เรียนรู้การดำเนินชีวิตของผู้คนในชุมชน  รวมทั้งวัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาในชุมชน  ทำให้เราเกิดความรัก  ความภาคภูมิใจ  และร่วมกันรักษาสิ่งที่ดีงามในชุมชนของตนให้คงอยู่ตลอดไป
ด้านการคมนาคม 

           การเดินทางจะเป็นการเดินทางด้วยเกวียนเป็นหลัก ทั้งการติดต่อกันระหว่างหมู่บ้าน และการไปทำไร่ ทำนา เช่น ทางไปอำเภอประโคนชัย บ้านหัวเสือ บ้านหัวช้าง บ้านโคกสะอาด บ้านโคกกลอย บ้านบัวโคก บ้านภาชี บ้านโนนศิลา ามอุดมสมบูรณ์ที่หายไปอย่างรวดเร็ว : เมื่อความเจริญเข้ามาถึง นั้นคือการสร้างถนนจากบ้านปังกูไป บ้านโคกสะอาด ถนนเส้นนี้สร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงของพี่น้อง คนในละแวกนั้น มิใช่ใช้เครื่องจักรในปัจจุบัน กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร ราคา 110 บาท ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อจนกลายเป็นถนนที่มีระยะทางหลายกิโล ซึ่งผู้เขียนเองได้มีส่วนร่วมในการสร้างถนนเส้นนี้เช่นกัน จากนั้นก้อมีเส้นทางไปบ้านหัวเสือ ไปบ้านประหูด และจากบ้านประหูดไปบ้านธาตุ จึงมีความภาคภูมิใจว่าเรามีส่วนนำความเจริญมาสู่บ้านเรา แทนที่จะขับเกวียน ไปบ้านหัวเสือ ไปบ้านหนองบัวโคก หรือไปบ้านประหูดที่ดูไกล แสนไกลก้อ ใกล้เข้ามาที่ผ่านแต่ป่า เราก้อมีถนน วัฒนธรรมความน่าสนใจคนบ้านปังกู :

วันจันทร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2561

เล่าสู่กันฟังคนบ้านเรา(เสราะแอง) เรื่องทางเข้า-ออกหมู่บ้านปังกู

เรื่องเล่าจากประสบการณ์ที่ต้องการถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังๆ ได้ฟังไม่ได้ตกแต่งรสชาติ เป็นช่วงหนึ่งที่วิถีความเป็นชนบทที่ยังคงมีอยู่ และภาพแห่งความเอื้ออาทร การช่วยเหลือ ซึ่งกันและกันการระดมสรรพกำลังเพื่อส่วนรวมยังเป็นเอกลักษณ์ ความเป็นวิถีชุมชนที่น่าอยู่ ถามว่าทำไมผมต้องมาเล่าเพราะสักวันหนึ่งมันคือตำนาน อาจจะถูกลืมเลือนหายไปจากความทรงจำที่สวยงามของชุมชนและประวัติศาสตร์ ที่ไม่มีใครรู้ความจริงเท่าที่ควร พยายามปรุงเสริมแต่งเพิ่มความคิดตนเองลงไปทำให้ความจริงนั้นเปลี่ยนไป คนรุ่นหลังจะเข้าใจไปเองว่าน่าจะใช้ อย่างนั้นอย่างนี้ เป็นต้น
เส้นทางการเข้า-ออกหมู่บ้าน
สภาพทั่วไปทางภูมิศาสตร์
    บ้านปังกู เป็นเหมือนโคกหรือฝาขนมครกแม้ในปัจจุบันอาจจะมองไม่ชัดเจนดังที่ควร ด้วยสภาพของผังหมู่บ้านที่เจริญมากขึ้น จุดสูงสุดของฝาขนมครกคือ สี่แยกบ้านปังกูในปัจจุบัน
บ้านปังกูสม้ยนั้นการคมนาคมลำบากมาก เส้นทางเป็นคลอง การเดินทางที่จะไปติดต่อทำธุระกับหมู่บ้านข้างเคียงส่วนใหญ่ใช้เกวียนเป็นพาหนะเดินทาง และเดินเท้า ถ้าใครมีจักรยานปั่นบนคันนา ดังนั้นเส้นทางจะเป็นลักษณะคลองที่มีความกว้างพอสมควร โดยที่เกวียนสามารถขับสวนกันได้ และเป็นทางน้ำไหลเมื่อหน้าฝน(ปัจจุบันอาจจะเรียกคลอง หรือฝาย หรือปลาย) ภาษาท้องถิ่นเรียก "ปลาย"
 เส้นทางการเข้า-ออกหมู่บ้าน มีทั้งหมด ๔ เส้นทาง ประกอบด้วย
      เมื่อยืนกลางสี่แยกบ้านปังกูหันหน้ามาทางทิศตะวันออกคือทางมาอำเภอประโคนชัย(สมัยนั้นเรียกทิศตะวันออก)
     ส่วนขวามือคือทิศใต้เส้นทางจากบ้านปังกูไปบ้านหัวช้าง หัวเสือ บ้านประหูด โคกสะอาด และตะโกหวานเป็นคลอง
     ส่วนทางซ้ายมือ คือทิศเหนือ เส้นทางจากบ้านปังกูมาทางบ้านโคกย่างเป็นคลอง
     ส่วนด้านหลัง คือทิศตะวันตก เส้นทางไปโรงเรียนบ้านปังกู ไปบ้านห้วยเป็นคลอง
 ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของบ้านปังกู
      จะเป็นโคกสูงจะเห็นได้ว่ากลางสี่แยกหมู่บ้านจะเป็นจุดสูงสุดเหมือนหน้าจั่ว ด้านทิศตะวันออก และทิศตะวันตกสมัยนั้นไม่ชันเท่าไหร่ โดยเปรียบเทียบจากการปั่นจักรยานถ้าปล่อยในขณะที่เราบังคับไม่ต้องปั่นจากสี่แยกบ้านปังกูแล้วความเร็วจักรยานเร็วแค่ไหนนั้นคือความชัน
     ถ้าปล่อยจักรยานจากสี่แยกมาทางทิศตะวันออกโดยไม่ต้องปั่นถึงโค้งท้ายวัด
     ถ้าปล่อยจักรยานจากสี่แยกมาทางทิศตะวันตกโดยไม่ต้องปั่นถึงท้ายหมู่บ้านพอดีลงคลอง
     ถ้าปล่อยจักรยานจากสี่แยกมาทางทิศใต้โดยไม่ต้องปั่นถึงสะพานไม้ (ปัจจุบันเป็นท่อแล้ว)ถ้าไม่มีสะพานไม้อาจจะถึงแยกไปทางบ้านประหูด
    ถ้าปล่อยจักรยานจากสี่แยกมาทางทิศเหนือไม่ต้องปั่น(ทางนี้ชันที่สุด) โค้งมีสองโค้งดังนั้นต้องเบรคงั้นหลุดโค้ง
   ปัจจุบันยังมีร่องรอยให้เห็นบ้างเล็กน้อยเช่นทางไปทางทิศเหนือบ้านโคกย่าง เป็นต้น ส่วนทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตกแทบจะไม่มี 
ปัญหาของเส้นทางในหมู่บ้านเมื่อมันชัน
     การขนย้ายสิ้นค้าทางการเกษตรต้องใช้เกวียน ตั้งแต่หน้าฝนจนถึงหน้าขนข้าวเก็บเข้ายุ้ง เพราะเส้นทางมีแต่โคลนและที่ลำบากที่สุดคือทางทิศเหนือกับทิศใต้ เส้นทางทิศเหนือโคลนตั้งแต่ลงสี่แยกประมาณ ๑๐ เมตร ซึ่งลึกครึ่งวงล้อเกวียนเกือบถึงทางโค้งแรกเลยไปโคลนไม่ลึกจะไปลึกอีกทีท้ายหมู่บ้าน ส่วนทางทิศใต้โคลนตั้งแต่ลงสี่แยกประมาณ ๕๐ เมตร จนถึงซอยแรกซ้ายมือ  ส่วนทิศตะวันออก และทิศตะวันตกโคลนเล็กน้อย 

วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ประสบการณ์ด้านการเป็นวิทยากร

ประสบการณ์ด้านการเป็นวิทยากร
                ประสบการณ์ที่ได้เป็นวิทยากร ในการอบรม ทำให้มีแนวความคิด และทักษะในการปรับปรุงแก้ไข บทบาท และหน้าที่ การวางตัวของวิทยากร  และวิธีการดำเนินการอบรม ทำให้พยายามคิดค้นวิธีใหม่ ๆ  และทักษะในการนำเสนอ ทั้งที่เป็นรูปแบบสื่อ  จะทำอย่างไรที่ไม่ให้ผู้เข้ารับการอบรมเกิดการไม่เบื่อหน่าย  มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น และน้ำเสียง  ถือว่ามีความสำคัญ เช่น  การเน้นเสียง  การเว้นวรรค ของคำพูด  ความชัดเจนของการออกเสียงอักขระ
            ด้านการเตรียมการเป็นวิทยากร
                  จากที่ได้เข้ารับการอบรมหลายโครงการ ทำให้เกิด ทักษะ และ แนวความคิด หลายอย่าง ในการที่นำมาประยุกต์และปรับปรุงใช้  ในการเตรียมการของวิทยากร  เช่น
                 
1. ศึกษา  ผู้เข้ารับการอบรม  เนื้อหา   และ อุปกรณ์ที่ให้การสนับสนุน
                 
2. สื่อในการนำเสนอ  ควรให้พร้อม ทุกอย่าง เมื่อเกิดปัญหาที่ไม่คาดคิด จะได้แก้ไขปัญหาได้ทัน 
                 
3. ลำดับพิธีการ และขั้นตอนต่าง ๆ ของ กิจกรรม
                 
4. ระยะเวลาในการนำเสนอ  เช่น ควรมีพัก เพื่อผ่อนคลาย ในการให้ผู้เข้ารับการอบรมได้พัก และดำเนินการตามระยะเวลาที่กำหนด
           5.
วิธีการนำเสนอ  หรือ กลยุทธ์การฝึกอบรม ควรให้ผู้เข้ารับการอบรมเข้ามามีส่วนร่วม  หรือนำกิจกรรม ต่าง ๆ  เช่น การฝึกปฏิบัติ หรือการเล่นเกมส์ เข้ามาสอดแทรก  แต่ควรคำนึงถึงความเหมาะสม 
                
6. แบบฟอร์มการประเมิน  ทั้งประเมินผู้เข้ารับการอบรม และประเมินวิทยากร
          เป้าหมายของการจัดฝึกอบรมของวิทยากร  ยึดหลัก 5 A  สำหรับการฝึกอบรมไว้ย่อ ๆ ดังนี้
            1. Achieve  คือ  ให้ได้รับ ให้บรรลุ ให้มีความสำเร็จในตัวบุคคล
            2. Active     คือ  ให้มีความคล่องแคล่ว แข็งขัน รวดเร็ว กระตือรือร้น
            3. Adapt     คือ   ให้สามารถนำไปปรับ ประยุกต์ ให้เหมาะกับหน้าที่ของตน
            4. Advance คือ  ให้ได้รับความก้าวหน้า ความก้าวกระโดด
            5. Apply      คือ  ให้นำไปใช้ประโยชน์ได้ ให้มีความขยันหมั่นเพียร
          การประเมินผล /และติดตาม
            .จากการดำเนินการอบรมนั้น  ขบวนการที่จะวิเคราะห์ ถึงความสำเร็จ ในการจัดการอบรม คือ การประเมิน  ทั้งการประเมิน ผู้เรียน  ประเมินโครงการ และประเมินวิทยากร  ซึ่งการอบรมนั้นในหน่วยงาน เป็นซึ่งไม่อยากในการประเมิน และติดตามผลงาน คือ การตอบรับจากผู้บังคับบัญชา และเพื่อร่วมงาน  ในการดำเนินการโครงการมีวัตถุประสงค์ เพื่อ ต้องการให้กำลังที่เข้ารับการอบรมได้รับความรู้   มีทักษะ และนำความรู้ที่ได้ไปขยายผล  ให้กับเพื่อนร่วมงาน เพราะฉะนั้นการประเมิน จึงเป็นขบวนการ วิเคราะห์  สังเคราะห์  ถึงผลการดำเนินการอบรม ว่าผู้เข้ารับการอบรมได้รับความรู้มากน้อยเพียง  มีความเข้าใจถึงปัญหาและข้อขัดข้อง และทักษะการดำเนินการ ในแก้ไขปัญหาการทำให้กำลังพลนำความรู้นำประสบการณ์ที่ได้เข้ารับการอบรมไปประยุกต์ใช้ในการบริหารงานโดยอาจก่อให้เกิดประโยชน์แก่การบริหารงานในด้านต่างๆ เช่น
            1.เพื่อความสำเร็จของงาน โดยทำให้เกิดความร่วมมือร่วม  ใจในการทำงานให้บรรลุเป้าหมายได้
            2.ทำให้เกิดแรงจูงใจในการทำงาน มีความสามัคคีกลมเกลียว จงรักภักดีต่อองค์กรทำให้องค์กรเจริญก้าวหน้า
            3.ทำให้ทุกคนมีความรู้สึกของการเป็นพวกเดียวกัน   ทำให้การคบหาสมาคมนั้นเป็นไปด้วยความเข้าใจอันดี  สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข และมีความพึงพอใจ
            4.ทำให้ง่ายแก่การติดต่อสื่อสารถึงกัน  และยังสามารถใช้เป็นสื่อในการประชาสัมพันธ์ให้ผู้อื่นเข้าใจและยอมรับการปฏิบัติงาน ตลอดจนสามารถใช้เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นจากบุคคลต่างๆ อันจะเป็นผลดีต่อการนำมาซึ่งการปรับปรุงองค์การให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
           5.ทำให้ปัญหาความขัดแย้งในการทำงานลดน้อยลง ทำให้บริหารงานได้ง่ายขึ้น
           6.ทำให้บรรยากาศในการทำงานราบรื่น สามารถร่วมงานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
           ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในหน่วยงาน คือ กำลังพลซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพหรือสายงานที่ปฏิบัติ แต่ขาดความรู้ และความชำนาญ ด้านเทคนิควิธีการถ่ายทอด  ความเข้าใจในลักษณะการใช้อุปกรณ์ภายในหน่วยงาน ให้มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์มากที่สุด  และยังไม่สามรถแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้ จากประสบการณ์ที่รับการอบรมหลายสาขาหลักสูตร จึงต้องการที่จะถ่ายทอดความรู้  ประสบการณ์  ให้แก่กำลังพลภายในหน่วยได้มีความรู้ มากยิ่งขึ้นและเป็นการพัฒนาตนเองในการเป็นวิทยากร 
            การเป็นวิทยากรที่มีคุณภาพ จึงต้องมีการพัฒนา ตนเอง ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ใหม่ตลอดเวลา  เพราะการศึกษาไม่มีคำว่าสิ้นสุด    

ฝึกปฏิบัติการเป็นวิทยากรจากสถานการณ์จำลอง

          การฝึกการปฏิบัติเป็นวิทยากรครั้งนี้  สิ่งที่ต้องเตรียมการ และวางแผนการดำเนินงานให้เป็นรูปธรรม คือ การเตรียมตัว เทคนิคการพูด การมีบุคลิกลักษณะที่ใฝ่รู้ ค้นคว้าหาข้อมูล การขวนขวายหาความรู้ และประสบการณ์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ ไม่ชอบอยู่นิ่งกับที่ มีความต้องการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีความมุ่งหวังที่จะให้ผู้เข้ารับการอบรมได้รับความรู้อย่างแท้จริง
             การอบรมครั้งนี้ เป็นการจัดการอบรมกำลังของหน่วยเอง จึงไม่ยุ่งยากเกินไป   ในเรื่องสถานที่  อุปกรณ์ในการสนับสนุนแต่สิ่งที่ต้องเตรียมการอย่างมาก คือ เอกสารการอบรมที่จะนำไปบรรยาย คิดค้นกลยุทธ์ต่าง ๆ ว่าจะทำอย่างไรจะให้ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจ  พูดอย่างไรไม่ทำให้เบื่อ  ทำอย่างไรไม่ทำให้เค้าวิตกกังวลใจ  แตะจะทำอย่างไรทำให้เค้าใฝ่รู้ อยากมีส่วนร่วม
            เทคนิคการพูดอบรมในครั้งนี้ มีกำลังพลหลายส่วนเข้ารับการบรม มีทั้งอาวุโสกว่าและอ่อนอาวุโส  แต่จะทำอย่างไรให้ผู้เข้ารับการอบรมเกิดความอุ่นใจ กล้าถาม กล้าพูด กล้าแสดงออก  เพราะเป็นที่เข้าใจอยู่ว่า บางคนจะไม่กล้าถามต่อหน้าเพื่อฝูงมาก ๆ กลัวเพื่อนจะว่าโง่   หรือขี้สงสัย ซึ่งเป็นที่เข้าใจดี ว่าในสังคมทุกชนชั้น เมื่อมีความสงสัยเกิดขึ้นก็จะกลายเป็นที่เพ่งเล็งของเพื่อนฝูงทันที   วิทยากรจะทำอย่างไรถึงจะไม่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวิทยากร กับผู้เข้ารับการอบรม
              1. สร้างปฏิสัมพันธ์ กล่าวทักทาย สร้างความคุ้นเคย เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมไม่รู้สึกอึดอัด   ถึงแม้ว่าจะเป็นกำลังพลภายในหน่วยก็ตาม แต่ด้วยตำแหน่งหน้าที่ และ ความอาวุโสอาจทำให้ไม่กล้าแสดงออกได้
             
2. พูดเปิดใจ  ให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เข้าใจเหตุผลที่เข้ารับการอบรม และสบายใจ
             
3. เดินเข้าหาทุกคนที่เข้ารับการอบรมแล้วสอบถาม แนะนำ ไม่ควรที่จะชี้ ถามหน้าห้อง  เพราะทำให้เค้าไม่กล้าเปิดใจตอบ   แต่ผล  อาจกลับทำให้ผู้เค้ารับการอบรมเบื่อ หรือเกิดการกังวลได้ 
              
4. ควรสรุปคำถามทุกคนที่ถามเมื่อเข้าไปหาคำตอบ  และให้ทุกคนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น โดยไม่เจาะจงบุคคลใด บุคคลหนึ่งให้ตอบ
            สื่อในการนำเสนอ
                  สื่อ ถือเป็นส่วนสำคัญในการขยายความให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เข้าใจ  เพราะฉะนั้นในการอบรมครั้งนี้จึงเป็นการบรรยายด้วยภาพ และบรรยายด้วยอุปกรณ์จริง เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้จับแตะต้องได้   เพราะวิทยากรคิดว่าการมองแค่ภาพอาจจะไม่จดจำเหมือนการสัมผัส เช่น การ์ด
Lan  ถ้าเป็นการมองจากภาพถ่ายไม่ทราบได้เลยว่า ชิ้นส่วนภายในการ์ด Lan   มีส่วนใดบ้างที่เป็นส่วนขับสัญญาณ  หรือสาย Lan  เช่นกัน จึงต้องมีการจับสัมผัส  เมื่อมีการปฏิบัติจริง ผู้เข้ารับการอบรมจะรู้ได้ทันที สิ่งนี้ที่วิทยากรต้องการมากกว่าการบรรยายในภาพถ่าย
            การปฏิบัติในระหว่างอบรม
                 จะมีการปฏิบัติงานเป็นบุคคลมาก กว่าการปฏิบัติเป็นกลุ่ม  เพื่อให้ทุกคนเกิดทักษะในการเรียนรู้ และแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง  เพราะการอบรมครั้งนี้เน้นให้ทุกคนสามารถปฏิบัติ
ได้จริง และเกิดประโยชน์จริง  เพราะมีผลต่อเอกสาร หรือข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เมื่อมีการปฏิบัติงานท้ายชั่วโมง จะสรุปทุกครั้ง และสอบถามปัญหา และเก็บข้อมูลที่เข้าไปแนะนำเป็นบุคคลมาชี้แจงให้ส่วนรวมได้เข้าใจอีก เพราะปัญหาแต่ละเครื่อง แต่ละคนไม่เหมือนกัน  จริงเป็นการร่วมกันรับรู้ปัญหาร่วมกัน  และสามารถแก้ไขปัญหาได้เมื่อเกิดอาการลักษณะที่แนะนำไป      
            ระยะเวลาในการอบรม/สถานที่
            ระยะเวลาและสถานที่ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญเช่นกัน ในการอบรม แต่การจัดการอบรมครั้งนี้แม้จะมีระยะเวลาจำกัด แต่เน้นในการปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี  เพื่อให้ปฏิบัติได้จริง และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง แต่สถานที่นั้น เนื่องเป็นการอบรมภายในหน่วยเองจึงเป็นเรื่องไม่ยุ่งยากมากเกินไปในการจัดการอบรม หรือสถานที่ แต่เน้นคืออุปกรณ์ให้การสนับสนุน  เช่นชิ้นส่วนอะไหล่ ในการลองปฏิบัติงานมากกว่า
           เมื่อจบการอบรมจะแจกแบบสอบถามเพื่อเป็นแนวทางที่จะนำไปปรับปรุงแก้ไข และรับทราบปัญหาความต้องการของผู้เข้ารับการอบรม และเมื่อเข้ามารับการอบรมแล้วได้อะไรไปบ้างโดยให้แสดงความคิดเห็นอย่างเสรี  และเปิดกว้าง    
             การประเมินผลการอบรม  เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการนำไปปรับปรุงแก้ไข และทราบ
ถึงปัญหาข้อบกพร่องต่าง ๆ ในการดำเนินการจัดการอบรม
                                                            ( ตัวอย่าง)
                                                แบบสอบถาม

                       โครงการอบรม...................................................
                             ระหว่างวันที่......................................
...........................................................................................................................................
1.ท่านคาดหวังอะไรบ้างในการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้..................................................................................
2
.อะไรที่ได้เกินกว่าความคาดหวัง........................................................................................................
3.อะไรที่ได้น้อยกว่าความคาดหวัง..............................................................................................................
 4.ท่านจะนำสิ่งที่ได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ไปพัฒนางานอย่างไร
..................................................................................................................................................................................................................................................................................
5
.ถ้าจะมีการจัดกิจกรรมเช่นนี้อีก ท่านมีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงส่วนไหนบ้าง

..................................................................................................................................................................................................................................................................................

วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ชมบรรยายกาศข้างบ้าน ระยะเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ก่อนลงจากบ้านไปเดินชมบรรยากาศข้างหมู่บ้าน

ศาลตาบลังค์สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านปังกู ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าสภาพ โยรอบศาลจะเปลี่ยนไปอยากมากก้อตามแต่สิ่งที่ยังคงไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ดู ได้เห็น คือก้อนหินในศาลฯ นั้นเอง ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่ไม่สามารถหาภาพบรรยายกาศเก่ามาให้ดูได้ เดิมศาลนี้เป็นศาลขนาดใหญ่พอสมควรมีชานยื่นออกมาด้านหน้า ยกพื้นสูงประมาณครึ่งเมตร ปัจจุบันสภาพอย่างที่เห็น

ด้านหน้าศาล

มุมใกล้ ๆ



สิ่งที่ยังคงให้เห็นคือ ต้นมะขาม ต้นนี้ครับที่ยังคงตืนความจำ และเตือนใจให้คิดถึงอดีตเก่า ๆ ที่พากันปีนขึ้นไปเก็บลูกมะขาม อย่างสนุกสนาน

มุมใกล้ ๆ ต้นมะขาม ตั้งแต่จำความได้เห็นต้นมะขามนี้ต้นขนาดนี้แล้ว เพราะฉะนั้น มันคือ ต้นไม้ที่มีอายุยืนนานที่ยังคงไว้ให้เราได้เห็น ไม่กลายเป็นถ่านไป เราควรที่จะอนุรักษ์ไว้อย่างยิ่ง

และแล้วก้อมีศาลาเพิ่มมาแทนป่า เพียงเวลาไม่ถึงปีที่ผู้เขียนได้ไปเดินเล่น


เส้นทางจากหมู่บ้านไปศาลตาบลังค์

จากนั้นจะพาชมทุ่ง ต้นตาลที่ยืนต้นเรียงรายดูสวยงามในอดีต ปัจจุบัน เห็นอย่างที่เห็น


พามาดูหนองน้ำ เรียก หนองถนนยืนยันว่าผู้เขียนเกิดมาก้อได้ยินชื่อนี้แล้ว สมัยนั้นขุดแรงคนในหมู่บ้าน และหมู่บ้านละแวกใกล้เคียง กว้าง 2X1 ลึก 1 เมตร สมัยนั้นหลุ่มละ 60 บาท แพงมาก เพราะเงิน สลึงยังมีค่า ซื้อขนมได้ ที่พูดเพราะผู้เขียนเองยังรับจ้างขุดด้วย แต่สภาพที่เห็นปัจจุบันได้มีการขุดลอกใหม่โดยเครื่องจักรกล สภาพอย่างที่เห็น
มุมข้าง ๆ หนองน้ำ





 สภาพต้นจานที่เคยปีนขึ้นกระโดดลงมาในหนองน้ำ ดีที่ยังเหลือต้นเล็กๆๆ ให้เห็น



ป้ายงบประมาณที่ได้จัดสรร




วันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สังคม การเมือง วัฒนธรรม กับการเปลี่ยนแปลง

สังคมชนบท
     กล่าวทั่วไปเป็นสังคมที่อ่อนโยน มีความเป็นกันเอง มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง เป็นสังคมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันละกัน สำหรับเราคนชนบทหรือที่คนเมืองเรียก "คนต่างจังหวัด" ถ้าคำตลาด คือ คนบ้านนอก นั้นเอง ในหมู่บ้านก้อแบ่งเป็นคุ้ม คุ้มเหนือ คุ้มใต้ คุ้มวัด คุ้มโรงเรียน ตามบริบท แต่คนจะเีรียก ความใกล้ ไกล เรามีการแบ่งปันอาหารการกิน เหมือคำโบราณที่ว่า ปลาตัวเดียวกินได้ทั้งปี เหตุผล เพราะเรามีการแบ่งปันกันและกัน คนข้างบ้านได้ปลามาแบ่งเรากิน พอเราได้แบ่งนั้นคือวิถีชีวิตของคนชนบทบ้านปังกูในอดีตเมื่อ 30ปี นับตั้งแต่จำความได้ (2512)เป็นต้นมา เรามีการดูแลกันและกันทั้งยามเจ็บป่วย คอยช่วยเหลือกัน สมัยนั้นการเดินทางไปโรงพยาบาลต้องเกวียนเท่านั้น ไม่มีถนน ไปตามคลองส่งน้ำสมัยก่อน แต่เราก้อมีความสุข ยามค่ำกินข้าว เสร็จจะจุดตะเกียงน้ำมันก๊าด นัง่คุยกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถามสารทุกข์ สุกดิบ จนดึกแล้วก้อแยกย้ายเข้านอน เมื่อมีงานบุญ งานบวช งานแต่ง งานศพ ฯลฯ จะช่วยกันอย่างเต็มที่ หนุ่มสาว ไปเข็นน้ำที่วัด สมัยนั้นไม่มีปะปา ไม่มีน้ำบาดาลในหมู่บ้าน มีที่วัดที่เดียว
การเมือง
      การเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อาศัยเสียงส่วนใหญ่ไม่มีกาคะแนน ไม่มีการซื้อเสียง คนที่ถูกเลือกให้เป็นส่วนใหญ่คือ เคยเป็นทหารมาก่อน เพราะมีลักษณะความเป็นผู้นำ นั้นคือความคิดสมัยนั้น แต่ที่น่าแปลกคือการเลือก สส. หรือสมาชิกสภาผู้แทน ได้มีการซื้อเสียงแล้วในสมัยนั้น หัวละ 20 บาท ต่อคน หัวคะแนนเดินแจกถึงทุ่งนา ถ้าหน้าดำนา ขยันมาก แล้วรัฐธรรมนูญไม่ได้ช่วยอะไรในการทำนา ไม่ได้นอนแบกประชาธิปไตย หรือกินประชาธิปไตย เพราะชาวไปนา เย็นกลับบ้าน ชีวิต วนแค่นี้
วัฒนธรรม
     การเคารพ การให้เกียรติ เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการกระทำอะไรที่เป็นสิ่งไม่ดีไม่งามจะรู้กันทั้งหมู่บ้าน ตั้งแต่การ เดินผ่านผู้ใหญ่ การไหว้ การแต่งกาย การพูด การทำงาน ถือเป็นเรื่องสำคัญทีบ่งบอกถึงการสั่งสอนอบรม และตระกูล
     ด้านการทำงาน จะงดใช้แรงงาน วัว ควาย วันพระ เข้าพรรษา จะหยุดทำงานเข้าวัดฟังธรรม การลงแขก ในการช่วยเหลือกันและกัน แรกนาขวัญหลังจากในหลวงลงแรกนาขวัญแล้ว
     ด้านการแต่งกาย ผู้หญิงจะนั่งผ้าถุงหรือผ้าสิ้น เสื้อคอปก แขนสั้น คนแก่ถ้าไปวัดจะมีผ้าสไบเฉียงพาดบ่า ทั้งหญิงและชาย

วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ยุคคอมนิสต์หรือคอแดง

คอแดงคือใคร แล้วใครคือคอแดง คนรุ่นใหม่ไม่รู้จัก แม้แต่ผู้เขียนเองก้อเป็นยุคสุดท้ายที่ประสบแต่พอยังจำความได้บ้าง
 คอแดง คือกลุ่มโจรที่ตั้งตัวเป็นเสือ คล้ายเสือใบ เสือยัก ประมาณนั้น จะใช้สัญญลักษณ์ ผ้าคอสีแดง จะบุกปล้นชาวบ้าน ดังนั้นตกเย็น จะเงียบเหมือนไม่มีคนอยู่ ถ้ามีข่าวว่าคอแดงจะมา เราก้อพากันหนีออกจากหมู่บ้าน ไปนอนทุ่งนากันเกือบทั้งหมู่บ้าน
เหตุการณ์ปะทะ ณ ศาลาวัดบ้านปังกู  เมื่อกำลังตำรวจจากประโคนชัยได้มาดักรอ เพราะได้ยินข่าวว่าคอแดงจะบุกมาบ้านปังกู ระหว่างตำรวจกำลังพักบนศาลวัดบ้านปังกูกลุ่มคอแดงเข้าไปบุกยิงก่อน แล้วล่าถอยไป ศาลวัดบ้านป้งกูสมัยนั้นมีแต่รูกระสุน ชุดตำรวจได้ติดตามไล่ล่า จับตาย จากนั้นมาเหตุการณ์สงบ เสือยักถูกยิงตายที่หนองบอน หลายเสือสมัยนั้นถูกทางการจับตายหมด

วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ถนนปนเหงื่อ ปังกู-โคกสะอาด

เป็นเรื่องที่ลูกหลานหรือคนรุ่นหลังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถนนเส้นนี้สร้างด้วยหยาดเหงื่อพี่น้องคนบ้านปังกู และพี่น้องใกล้เคียงที่ต้องต่อสู้เพื่อเงินตรา สมัยนั้นจ้างขุดหลุ่มละ 60 บาทกว้าปากหลุ่ม 1เมตรครึ่ง ยาว สองเมตร ลึก 1 เมตร ส่วนระยะเวลาการดำเนินการนั้นไม่แน่ใจเพราะผู้เขียนเองนั้นไม่คิดว่าวันเวลาจะเปลี่ยนแปลงเร็วขนาดนี้ และไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้ถ่ายทอดถึงความรู้สึกจากอดีตสู่ปัจจุบันได้มากมาย แต่ก้อถือเป็นประสบการณ์ตรงที่ผู้เขียนเองได้ร่วมรับจ้างในการขุดสร้างเส้นทางนี้ด้วย ซึ่งสมัยนั้นบางคนที่เก่งจะขุดได้วันละหลายหลุมโดยเฉพาะคนที่มีลูกหลานช่วยมาก บางคนทำถึงสี่ห้าทุ่มก้อมี เพราะเงิน คำว่ากรุงเทพ หรือเมืองกอก หรือบางกอก แถ้บจะไม่เคยรู้จักเลย เคยได้ยินแต่ชื่อ
-บ่อน้ำสาธารณะที่ใช้คนขุดในสมัยนั้น บ่อน้ำหนองสือ,บ่อน้ำบ้านปังกู,บ่อน้ำวัดบ้านปังกู

วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

พระผงที่ระลึกงานฝังลูกนิมิตร

ของที่ระลึกในงานฝังลูกนิมิตรบ้างปังกู

บ่อน้ำในอดีต

แทบไม่น่าเชื่อว่าบ่อน้ำที่มีความลึกเป็น๑๐กว่าเมตรจะเหลือแค่เท่าแอ่งหรือปลักควายนอนเท่านั้นเอง

แต่อย่างน้อยสิ่งที่เหลือให้รู้ได้คือต้นตาลที่ยังคงยืนต้นให้เราได้รู้ได้ว่าบ่อน้ำเคยมีอยู่ตรงที่แห่งนี้นั้นเอง

วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เสียงเกราะเคาะประชุมกับหอกระจายข่าว

ความเจริญเข้ามาจนความสามัคคีภายในชุมชนกลายเป็นการจ้องเอารัดเอาเปรียบ จ้องดูผลประโยชน์เป็นหลัก หาช่องว่างกอบโกยผลประโยชน์ต่าง ๆ มาเป็นของพวกพ้อง และของตนเอง
อะไรคือผลกระทบที่คลานเข้ามาโดยผู้เสพไม่รู้ตัวนั้นคือความเจริญของสื่อ นั้นเอง  ด้วยความเจริญทั้งด้านสื่อเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดมาอย่างรวดเร็ว ทำให้สังคมชนบทกลายเป็นสังคมคนเมือง ไปโดยไม่รู้ตัวเช่น การไปมาหาสู่กัน การนั่งคุยแลกเปลี่ยน หรือถามสารทุกข์กัน กลายเป็นการโทรศัพท์สอบถามการมีปฏิสัมพันธ์ต่อหน้าห่างหายไปกลายเป็นอยู่บ้านใครบ้านมันดังนั้น
         เช่น การประชุมลูกบ้านสมัยก่อนจะใช้เกราะเคาะประชุมลูกบ้านเมื่อผู้ใหญ่บ้านมีข่าวแจ้งให้ลูกบ้านทราบ ทำให้มีเวลาได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนเจอน่ากันถึงแม้ไม่มีไฟฟ้า ส่องสว่างมีตะเกียง ทุกคนต่างรู้หน้าที่ต้องไปรับทราบข้อมูลข่าวสาร และได้เจอเพื่อนบ้านหลาย ๆคน
         เครื่องขยายเสียงประจำหมู่บ้าน เป็นหอกระจายข่าว ที่เป็นดาบสองคม การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างลูกบ้านกับผู้ใหญ่เริ่มห่างหาย การที่จะโต้ตอบหรือสอบถามข้อมูลไขข้อสงสัยไม่มี เพราะผู้พูดมุ่งกระจายข่าวข่าวสาร นั้นคือการสื่อสารทางเดียวโดยไม่มีผู้ตอบ ผู้ฟังได้แต่ฟังไม่มีข้อซักถามอันใดนอกจากไปหา และบางคนที่ห่างไกลเครื่องขยายแทบจะไม่ได้ยินอะไรเลย หรือได้ยินขาดๆหาย รอถามเพื่อบ้านด้วยกันว่าเขาประกาศอะไร มีเรื่องอะไร นี่คือความเจริญที่มีทั้งข้อดี และข้อเสีย ของสังคมปัจจุบัน
         ข้อเสีย
              การโต้ตอบข่าวสาร,การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไม่มี
              การรับฟังข่าวสารที่ชัดเจนและไขข้อข้องใจ ไม่มี
              การแลกเปลี่ยน หรือถามสารทุกข์สุขกันระหว่างเพื่อนบ้านด้วยกัน ไม่มี
          ข้อดี
               ไม่ต้องเดินทางมารับฟังเสียเวลา
               มีเวลาความเป็นส่วนตัวหรือครอบครัวมากขึ้น

    ความเห็นแก่ตัวแทนที
               ไม่ต้องไปหรอกดูข่าวก้อรู้ เดี๋ยวรอถามคนนั้น หรือเดี๋ยวโทรไปถาม ไปก้อไม่เห็นมีอะไร
และการดูแลกันของคนในชุมชน กลายเป็นจำกัดวงแคบ ๆ เป็นแค่คนรู้จักที่สนิท คนบ้านใกล้กัน และญาติพี่น้อง
                 การช่วยงานบุญ หรืออะไรที่เป็นส่วนรวมเริ่มหายไปต่างมองถึง ผลประโยชน์ ว่า คนนั้นได้ คนนี้ได้ ซึ่ง มันเปลี่ยนความคิด คนที่เคยช่วยเหลือ และเอาใจใส่ต่อเพื่อบ้านด้วยกัน หรือเกี่ยงกัน ซึ่งต่างจากเดิม   เพราะการเปลี่ยนแปลงทางสภาพของสังคม ทุกคนต่างมุ่งการแข่งขัน ต่างต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด เพื่อความมั่งมี เพื่อความมีหน้ามีตาทางสังคม ดังนั้นการที่จะมาเสียสละเวลาเพื่องานส่วนรวมเริ่มหายไป
             

วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สองเฒ่าผู้ยิ่งใหญ่

สมัยนั้นมีสองเฒ่าที่เด็ก ๆกลัวมาก แต่เมื่อย้อนกลับมาคิดแล้วท่านให้บทเรียนอย่างมากมาย นั้น คือ การรู้จักคุณค่าของสิ่งของ การรู้จักการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์ คือ ตาโพย และ ตาเปรียบ ทำไมถึงบอกท่านเป็นผู้เฒ่าผู้ยิ่งใหญ่ ถ้าเด็กสมัยนี้เป็นเรื่องตลก ไร้สาระสิ้นดี แต่นี้สังคมสมัยเทคโนโลยี ที่สอนให้คนไม่รู้จักคุณค่า และการรู้จักการใช้สอยสิ่งของให้เกิดประโยชน์ ตาโพย คือ ผู้เฒ่าผู้เฝ้าบ่อน้ำด้านตะวันตก ห่างจากโรงเรียนบ้านปังกูประมาณ 300 เมตร เห็นจะได้ เด็ก ๆ อย่างเราสมัยนั้นกลัวมาก เพราะแก่ตีจริง ๆ เด็ก ๆ ไปใกล้บ่อน้ำไม่ได้  จะตักน้ำทีต้องตะโกนบอกขอน้ำก่อนจึงจะตัก  ทั้งที่บ่อก้อแสนจะใหญ่ ซึ่งปัจจุบันนี้ก้อยังอยู่ นั้นคือ แหล่งน้ำที่เลี้ยงคนบ้านปังกูเราทางฝั่งใต้ และตะวันตก

การสร้างเวทีมวย

งานวัดบ้านเราที่ไร ต้นมะพร้าวก้อต้องโดนโค้นตามระเบียบ เพื่อมาทำเวทีมวย ซึ่งที่ต้องเตรียมในการสร้างเวทีมวยในขณะนั้น คือ 1 ต้นมะพร้าว  2 ต้นกล้วย 3 แกลบ 4 ดิน  5 ผ้า 6 เชือก 7 เสาเวที 4 มุม 5 ไม้คาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะลำบากนิดหนึ่ง แต่ทุกอย่าง เหมือนเป็นเรื่องง่าย เพราะเราทุกคนช่วยกันคนละไม้ละมือ ทำกัน เด็ก ๆก้อไปหาแกลบ หาต้นกล้วยมาช่วย  เมื่อมีงานวัดครั้งหนึ่งบ้านเราจะมีความสุขสนุก น ผู้ใหญ่จะพากันไปอยู่ที่วัดทำงานกัน  นั้นคือวิถีชีวิตของบ้านปังกูเรา

วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ต้นไม้ไปไหน

เมื่อประชากรมากขึ้น ความต้องการที่ทำกิน ก็พลอยมาพร้อม ๆกัน แต่แผ่นดินไม่ได้เพิ่มเหมือนประชากร แน่นอนพื้นป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ด้วยแม่ไม้นา ๆพันธ์ ก็หายไป

วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ความเจริญมาเยือน

แทบไม่น่าเชื่อว่าบ้านปังกูเราจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขนาดนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเอกลักษณ์ของคนบ้านปังกูเรา การร่วมมือร่วมใจไม่ว่างานบุญ งานบวช  แต่สิ่งที่กำลังเลื่อนหายไปนั้นคือ วิถีชีวิตการดำรงค์ชีวิตแบบเดิม ๆ  เช่น การลงแรกนาขวัญ การเกี่ยวข้าวเพื่อเอาขวัญข้าวเข้ายุ้ง หรือแม้แต่พิธีการถากลานข้าวแทบไม่มีให้เห็นเลย เด็กทุกวันไม่รู้ด้วย วิธีการทำลานข้าว การถากลานข้าว และการเอาขึ้ควายทำลานข้าว การทำลานข้าวด้วยขี้ควาย
   เพราะรถเกี่ยวข้าว เข้ามาแทนที่คนเกี่ยว แทนกิจกรรมการลงแขก
   รถไถนาเข้ามาแทนที่ควาย
   ตาข่ายเข้ามาแทนที่ลานข้าว
สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ล้วน มาลบล้างวิถีการดำเนินชีวิตคนชนบทอย่างบ้านเราไปเสียเกือบหมดสิ้น
    เมื่อมองย้อนกลับแล้วทุกคนรีบทำ รีบเสร็จ เพื่อจะได้มาหางานทำที่กรุงเทพต่อ ปล่อยให้คนแก่เฝ้าบ้าน

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552

มารู้จักบ้านปังกู

ภาพจาก มหาดอทคอม
ประวัติบ้านปังกู

เล่าสู่กันฟัง จาก พ.ศ.2512-ปัจจุบัน
        บทความนี้ผู้เขียนเรียบเรียงเขียนขึ้นด้วยประสบการณ์ตนเอง และในช่วงชีวิตหนึ่งที่อยู่ในบ้านปังกู และจากคำบอกเล่าชองย่าทวด ( ย่าทิพย์) คนรุ่นหลัง ๆ อาจจะไม่รู้จักเลย ก้อว่าได้ ย่าเป็นคนอุทิศที่ดินถวายวัดหนองบัวโคกตั้งวัด ซึ่งเป็นที่ตั้งในปัจจุบันนั้นเองครับ
         "ปังกู" เป็นต้นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง ลูกจะคล้ายลูกมะไฟแต่จะใหญ่กว่าจะหวาน ไม่อมเปี้ยวเหมือนมะไฟ จะมีรสหวานกว่า เมื่อปี พ.ศ. 2517 คงเลือเพียงต้นเดียวเท่านั้น (ผู้เขียนเองได้ไปเก็บมาทานแล้ว ) และเป็นเหตุบังเอิญอย่างมากที่ ช่วงผู้เขียนเริ่มสนใจประวัติความเป็นมาของบ้านปังกู ทั้งวิถีชีวิต และวัฒนธรรมเก่า ๆ ขณะกำลังศึกษา ป.5 ปี พ.ศ.2523  ซึ่งยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนที่น่ารื่นรมณ์แต่สิ่งที่ไม่คงให้เราเหลือไว้นในขณะนั้นคือ "ต้นปังกู" ในขณะนั้นคือ เหลือเพียงต้นเดียว ให้เห็น (สวนใกล้บ้านครูรบ ) ปัจจุบัน คงเหลือแต่ตอ ถึงแม้ว่าต้นไม้จะจากไป แต่ชื่อต้นไม้ก้อยังปรากฏให้เราท่านได้เรียกกัน ว่า "ปังกู"ถึงปัจจุบัน  ถึงแม้อนุชนรุ่นหลังจะไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นแต่สิ่งที่ผู้เขียนได้เรียบเรียงนี้เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าปังกูคือต้นไม้ยืนต้น ไม่ใช่ปังกูล หรือ ขื่อบ้านเหมือนที่คนรุ่นหลังเข้าใจ สัญลักษณ์ที่ตรึงตราไว้นั้นคือป้ายดอก ปังกูนั้นเอง
         สังคมวัฒนธรรมบ้านปังกู พ.ศ.2512-2545
                  ภาษาที่ใช้เป็นภาษาพื้นบ้าน ภาษาอิสานใต้ หรือเขมร
                  ประชาชน นับถือศาสนาพุธ
                   ความเชื่อถือทางวัฒนธรรม คือ   การเชื่อผีสาง, การดูหมอ (โบล,รำมหมวท),การบูชาสิ่งศักสิทธิ์ประจำหมู่บ้าน (ตาบลังค์),บูชาเมื่อฟ้าผ่าหรือฟ้าลงต้นไม้,การเชื่อเรื่องไสยศาสตร์,ไม่ไถนาวันพระช่วงเข้าพรรษา,
                   ความเชื่อทางประเพณี คือ ประเพณีโดนตา , ประเพณีแรกนาขวัญ (เจาะแสร), ประเพณีดำนาเอาฤกษ์,ประเพณีถากลานเอาฤกษ์,ประเพณีเกี่ยวข้าวเอาฤกษ์ขึ้นฉาง(ยุ้ง),
                   ประเพณีทั่วไปเหมือนทุกหมู่บ้านใกล้เคียง คือ ลงแขกดำนา และเกี่ยวข้าว ประเพณีขึ้นบ้านใหม่, ประเพณีการแต่งงาน,ประเพณีเข้าพรรษา-ออกพรรษา, ประเพณีก่อเจดีย์ทราย,ฯลฯ
         อาชีพของชุมชน 2512-2545
                  เกษตรกร ทำนา
         การคมนาคม พ.ศ.2512-2545
                  เกวียน พ.ศ.2512-2520
                  เกวียน,จักรยาน,รถยนต์โดยสารประจำทาง พ.ศ.2521-2522
                  เกวียน,จักรยาน,จักรยานยนต์ ,รถยนต์โดยสารประจำทาง พ.ศ.2523-2545
                  จักรยาน,จักรยานยนต์ ,รถยนต์โดยสารประจำทาง พ.ศ.2523-2545
         สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ พ.ศ.2512-2519 
                  1. สื่อการเรียน ป.1 ก.ป.1 ข : ใช้กระดานชนวน ป.2-ป.4 สมุดและดินสอ



กระดานชนวน
                
                         สื่อปลูกฝังอุดมการณ์ให้กับเด็กในขณะเรียนนั้นคือรูปภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยี่ยมราษฎร์ และภาพของ 14 ตุลาฯ การเรียกร้องประชาธิปไตย แจกซึ่งเป็นสมุดเขียนของคุรุสภา แจกในขณะนั้น ซึ่งจะแจกทุกปีให้กับนักเรียน ป.2 ถึง ป.4 (ยังไม่มี ป.5 ป.6) ทำให้เห็นภาพที่ประทับใจ ปกด้านหลังจะเป็น เพลงสยามมนุสติ
                   2. แสงสว่าง คือ ตะเกียงน้ำมันก๊าด,ตะเกียงแก๊ส,ตะเกียงเจ้าพายุ,


                                                                ตะเกียงเจ้าพายุ



                                                                           ตะเกียงน้ำมันก๊าด



                                                                            ตะเกียงแก๊ส
                                                                         
           สภาพสังคม
                  เป็นสังคมพึ่งพาตนเองเนื่องจากห่างไกลจากตัวอำเภอ และลำบากกับการเดินทางในขณะนั้น การคลอดบุตรใช้หมอตำแยประจำหมู่บ้าน การเจ็บป่วยใช้ยาสมุนไพร โดยใช้ผู้รู้เรื่องยา และการสวดเป่ามนต์ ทางไสยศาสตร์ตามความเชื่อของคนในชุมชน เช่นมีดบาดใช้ยางไม้เถาจืด หรือมีดบาดลึกมากตำรากหญ้าคาปิด ในการห้ามเลือดและรักษา ฯลฯ  เพราะฉะนั้นคนเจ็บป่วยในหมู่บ้านเพียงคนเดียวจะรู้ทั้งหมู่บ้าน จะหมุนเวียนกันมาถามสาระทุกข์กันตามความสนิทคุ้นเคย
                  เน้นการปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานเอง และแลกเปลี่ยน หรือขอกันไม่ต้องซื้อขาย  
 วิวัฒนาการความเปลี่ยนแปลงทางสังคม พศ.2519 
          วัฒนธรรมที่ถูกกลืนโดยกระแสโลกาภิวัฒน์ :บ้านปังกู เป็นชุมชนที่มีความสมัครสมานสามัคคี มีความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่แก่กัน ซึ่งกันและกัน ฤดูหน้าดำนา หน้าเกี่ยวข้าว นวดข้าว หรือขนข้าวขึ้นยุ้ง(ฉาง) เราจะช่วยเหลือกัน ใครที่ดำนายังไม่เสร็จ พวกเสร็จก่อนก้อจะยกพวกไปช่วยดำ ซึ่งบางครั้งแทบไม่บอกให้เจ้าของรู้ตัวด้วยซ้ำ เกี่ยวข้าวเช่นกัน นี่คือวัฒนธรรมและประเพณี ที่น่าสนใจของบ้านปังกู และ ถ้าวันพระ ช่วงเข้าพรรษา วัวควายจะไม่ไถนา จะปล่อยให้พักผ่อน เจ้าของจะถอดกล้า หรือปั้นคันนาแทน ถ้าคนที่มีที่นาใกล้กันจะเอาข้าวเอากับมาร่วมกินด้วยกัน การพักเที่ยงไม่ต้องมีนาฬิกา ตะวันตรงหัวเมื่อไหร่นั้นคือเที่ยงวันของเรา เพราะฉะนั้น หน้าดำนา หน้าเกี่ยวข้าวจึงเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่มีความอ่อนโยน มีงานบุญที่วัดจะมีการช่วยเหลือกันอย่างเต็มกำลังความสามารถทั้ง ผู้เฒา ผู้แก่ และเด็ก โดยไม่คิดเรื่องงานที่บ้าน และไม่ต้องขอร้องหรือประชาสัมพันธ์ทางสาย เพียงผู้ใหญ่บ้านเรียกประชุมจากเสียงเกราะ แจ้งเท่านั้น และตกเย็นเมื่อทานข้าว ทานปลาเสร็จ ต่างจะมานั่งล้อมวงคุยกันกับเพื่อนบ้างข้าง ๆ หรือเดินไปถามไถ่เพื่อนบ้านใกล้เคียง ดังนั้นเรื่องทุกเรื่องในหมู่บ้านจึงกระจายและรู้กันทั้งหมู่บ้าน
         เมื่อความเจริญเขามาเยือน พ.ศ.2519 : 
                    ไฟฟ้าเข้า ขณะที่ผู้เขียนเรียนอยู่ ประถมศึกษาปีที่ 2 หรือ ป.2 ดีใจที่มีไฟฟ้าใช้ไม่ต้องจุดตะเกียง ทุกคนเริ่มสนุกกับการมีไฟฟ้าใช้ในบ้าน การแลกเปลี่ยนเดินพูดคุยเริ่มลดลงเพราะจะไปกระจุกกับบ้านๆ เดียว ที่มีทีวี ซึ่งขณะนั้นหมู่บ้านมีโทรทัศน์หรือ ทีวี จำนวน 4 เครื่อง เหมือนมุมมองย้อนกลับ : ความเจริญเข้ามาเยี่ยม วัฒนธรรมเก่า ๆ เริ่มหายไปทีละนิดจนคนที่อยู่ไม่รู้ตัวว่ามันหายไปเพราะเหตุใด เพราะอะไร
                    ทุกคนเริ่มอยากดูละคร เมื่อรับประทานอาหารเสร็จจะไปบ้านที่มีทีวีนั่งรอให้เจ้าของบ้านเปิดให้ดู อาศัยช่วงยังไม่เปิดได้พูดคุยกันบ้าง เมื่อเปิดละครทุกคนก้อจับจ้องไม่พูดคุยกัน เสาร์-อาทิตย์ เด็กๆ ก้อจะไปกระจุกแต่ที่บ้านที่มีทีวี จากเคยที่ไปช่วยเหลือพ่อแม่ทำนา ก้อเริ่มจะขี้เกียจ
ข้อคิด : คนเก่าแก่เริ่มจากไป
ความสะดวกสบายเข้ามาแทน
เงินทองเข้ามาเกี่ยวข้อง
ความพร้อมด้านทรัพยากรมาปิดบัง
ความรู้มาแทนที่
ความเห็นแก่ตัวเริ่มเข้ามา
สุดท้าย : คำว่า พี่น้องญาติ มิตร จะมีเฉพาะกลุ่มเครือญาติ ที่คอยดูแลกัน บ้านใกล้ เหมือนบ้านไกล เพราะต่างคนต่างอยู่
ศิลปะวัฒธรรมและประเพณี :
ด้านพุทธศาสนา การทำบุญทุกวันพระ การถือศีลหรือจำศีล การนิมนต์พระขึ้นบ้านใหม่ โกนจุก โกนผมไฟ
การก่อเจดีย์ทราย การเทศน์มหาชาติ การทำบุญเข้าพรรษา ออกพรรษา เป็นต้น
วันพระเราทุกคนจะไปวัดบางทีไปทั้ง พ่อทั้งแม่ พ่อแม่ต้องการให้ลูกได้ฟังธรรมะ ศาลาไม้หรือศาลาการเปรียญปัจจุบัน เต็มเพราะ บ้านประหูด ก้อมา บ้านหัวช้าง บ้านหัวเสือ บ้านตะโกหวาน หรือโคกคอกวัว สิ่งที่ประทับใจมาก ๆ คือ
การบรรเลงเพลงกลุ่มมโหรี ปี่ระนาด สด ต่างก้อจะถามสารทุกข์สุกดิบกันเสียงอื้ออึง ผสมเสียงดนตรีบรรเลง
หน้าเข้าพรรษา การห่อข้าวต้ม จะพากันตัดใบตอง มาตากแดดให้อ่อน บ้างก้อขวดมะพร้าว บ้างก้อใช้ใบมะพร้าวอ่อน ไว้ห่อแท่น ก้อจะหาเชือกปอ (ปอป่า)ส่วนมากจะเตรียมวันตั้งแต่หน้าเกี่ยวข้าวแล้ว

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ประวัติของบ้านปังกู

                                                                           
                                                             บ้านปังกู
เรื่องเล่า
        ตั้งแต่จำความได้ ตั้งแต่ พ.ศ.2512 คุณย่าทิพย์เล่าให้ฟัง บ้านปังกูมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนบ้านปังกูเคารพอย่างมาก คือ ตาบลังก์เป็นพื้นที่ไม่กี่ไร่ แต่ที่น่าแปลกคือ ไม่มีแม้กระทั้งเสียงนกร้อง ย่าเล่าให้ฟังว่า ที่แห่งนี้ แม้แต่นกบินผ่านยังตก จึงกลายเป็นป่าดงดิบโดยปริยาย ที่ใครไม่มีกิจอันใด ก้อไม่อยากเข้าไปเลย เมื่อมีงานที่วัด หรืองาน อะไรในหมู่บ้านก้อจะมาไหว้ ตาบลังก์ทุกครั้ง
ตาบลังก์ คือ อะไร
         ผมเองก้อไปดู เป็นเพียงก้อนหินสี่เหลี่ยม ไม่มีรูปปั้น ไม่มีตุ๊กตา อะไรทั้งสิ้น อยู่ในศาลา กลางห้องสี่เหลี่ยม ซึ่งเป็นที่เคารพและยึดเหนียวจิตใจคนบ้านปังกูตลอดมา
แหล่งน้ำธรรมชาติ
         แหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงคนบ้านปังกูสมัยนั้นมีด้วยกันหลายแห่ง คือ
              1. สระน้ำในวัดบ้านปังกู
              2. สระน้ำด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้าน ( ตระเปียงตาโปย )
              3. บ่อน้ำลุงฮาด
              4. บ่อน้ำตาคอน
         ซึ่งบ้านปังกูเคยแล้งติดต่อกัน 2 ปีซ้อนที่ให้แหล่งน้ำที่มีแห้งหมด แม้กระทั้งสัตว์เลี้ยง วัว ควายก้อไม่มีน้ำกิน ดังนั้นแหล่งน้ำเล่านี้จึงเป็นที่ใช้ดื่มกินของคน และสัตว์เลี้ยงไปด้วยในขณะนั้น และบ่อน้ำที่เลี้ยงคนหลายหมู่บ้าน เช่นบ้าน เขว้า บ้านโคกวัด บ้านโคกย่าง บ้านห้วย บ้านหัวเสือ และบ้านปังกู คือ บ่อน้ำลุงฮาด เหยียบประโคน ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 2 กม.อยู่กลางทุ่งนา  ภายหลังเกิดภัยแล้งติดต่อกัน น้ำบาดาลในวัดพึ่งมาเจาะให้ภายหลังโดยกรมทรัพยากรธรณี
             
เทศกาลลอกบ่อน้ำกิน
           เมื่อมีภัยแล้งช่วงเดือนเมษายนของทุกปีเข้ามาเยือน น้ำประปาไม่มี ที่มีในขณะนั้นคือน้ำบาดาลที่วัดซึ่งกรมทรัพยากรธรณีได้มาเจาะให้ภายหลังแล้งติดต่อกันมา 2 ปี มีที่เดียว ที่อาศัยอาบ ต้องไปรอคิวกันนิดหนึ่งเพราะคนทั้งหมู่บ้าน บางคนที่อยู่ทางโรงเรียนก้อไปใช้น้ำสระตาโปย ทางทิศตะวันตกหมู่บ้านห่างประมาณครึ่งกิโลเมตร ทั้งน้ำกินน้ำใช้ ตาหวงมาก โรงเรียนก้อต้องไปเอาน้ำที่นั้นมากินกัน ตกตอนเที่ยงจัดเวรไปเอาน้ำ ฝั่งทางวัดจะใช้สระน้ำวัด ถ้าน้ำกิน ก้อบ่อน้ำตาคอน บ่อลุงฮาด
บ้านปังกูเราเคยแล้ง 2 ปีซ้อนติดต่อกัน บ่อน้ำที่สำคัญ เลี้ยงคนได้หลายหมู่บ้าน จึงมีที่เดียว คือ บ่อน้ำที่นาลุงฮาดดังที่เล่า ไม่น่าเชื่อที่สามารถเลี้ยง คนทั้ง บ้านปังกู บ้านเขว้า บ้านโคกวัด บ้านห้วย บ้านหัวเสือ บ่อน้ำนี้ไม่แห้ง มีตาน้ำใหญ่มาก ดังนั้นหมู่บ้านปังกูเรา พอจะเข้าหน้าแล้งจะลงแขกกัน ไปลอกบ่อน้ำ สองแห่ง คือบ่อของตาคอน กับ บ่อลุงฮาด เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ในเรื่องการใช้น้ำ เรามีอาหารการกินเยอะ ต่างเรียรายบอกกล่าว ถึงวัตถุประสงค์ ที่จะใช้เงินเพราะของกินสมัยนั้นแทบไม่ต้องซื้อเลย เว้นเหล้า 40 เหล้า สาโธบางคนจะทำไว้แล้วมาแจกกันกินวันลอกบ่อกัน เป็นเรื่องที่ปกติ คือการหาบน้ำกินน้ำใช้กัน เด็กผู้หญิง ผู้ชายก้อหาบน้ำเป็น ระยะทางจากบ่อลุงฮาด ถ้าท่านเคยเห็น คิดว่าประมาณ 2-3 กม. เห็นจะได้ บ้านไกลจะใช้เกวียนมาขน บางคนหาบไม่หยุดเลย แต่ผมไม่ไหว หยุดประมาณ 3 ครั้ง ถึงบ้าน นี่คือวิถีชิวิตของการหาแหล่งกักเก็บน้ำของคนบ้านปังกูในสมัยนั้น ต่างอยู่ด้วยความรักสมัครสมานสามัคคี มีอะไรจุลเจือ      ดังนั้นภายหลังที่มีถนนลูกรังจากบ้านปังกูไปบ้านเขว้า,ไปประโคนชัย การขนน้ำเริ่มมีการพัฒนาขึ้นใช้รถเข็นสำหรับคนที่พอมีอันจะกิน จะเห็นได้ว่าสมัยนั้นการที่จะซื้ออะไรแต่ละอย่างค่อนข้างละลำบาก

การคมนาคมบ้านปังกู
             เส้นทางสมัยนั้นจะใช้เกวียนเป็นหลัก ถ้าหน้าฝนจะกลายเป็นคลองส่งน้ำโดยปริยาย
( ปลาย )ความลำบาก คือ กลางหมู่บ้านนี่แหละ ลงสี่แยกเมื่อไหร่ ก้อแสนทรมานแล้วละ แยกลงไปทางห้วย (ทิศเหนือ) จะเห็นว่าเป็นทางลง สมัยนั้นขี้โคลนลึกมาก วัวควาย ยังเดินลำบากเกวียนก้อสุดแสนจะทรหด ทางออกหมู่ไปทางหัวช้าง(ทิศใต้) ก้อลงเนินเหมือนกัน แต่ทางนี้โคลนไม่ลึกมากเท่าไหร่ พอเดินได้ พ้นหมู่บ้านเป็นคลอง และป่าทึบ ทิศตะวันออกเส้นทางไปบ้านเขว้า เป็นคลอง

อ้างถึง
         จากประสบการณ์ผู้เขียนเองเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงเป็นประสบการณ์ และวิถีชีวิตตรงในสมัยนั้นของผู้เขียนเอง ที่มีส่วนร่วมกิจกรรม และประจักด้วยสายตา และประสบด้วยตนเอง จากปี พ.ศ.2512 -2535 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตชุมชนคนชนบท สู่ชุมชนคนเมือง
Google