วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565

เรื่องเล่าบ้านปังกู สักวันจะลืมหายไป

ประวัติความเป็นมาบ้านปังกู 
           ปังกู เป้นต้นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง มีลูกคล้ายลูกมะไฟ รสชาติหวานอมเปรี้ยว ทวดเล่าให้ฟังว่าแต่ก่อนนั้นบ้านปังกูนั้นมีต้นปังกูเยอะมาก พอมาถึงประมาณปี 2524 ต้นปังกู จึงเหลือเพียงต้นเดียว และย่าทวด บอกนี่แหละต้นปังกู เอกลักษณ์บ้านปังกู คือดอกปังกูประดับอยู่ที่ป้ายของหมู่บ้าน ปัจจุบันต้นปังกูจึงเหลือแต่ชื่อให้คนรุ่นหลังได้ยิน และมันกำลังจะถูกแปลความหมาย ออกไปตามความเข้าใจของคนรุ่นหลัง ๆเพราะคนรุ่นหลัง จากต้นไม้กลายเป็นอย่างอื่นเพราะความสับสนหรือ เอาแนวความนึกคิดของตนเองไปประติดประต่อกับภาษาท้องถิ่น ดังนั้น ปังกู เป็นต้นไม้ที่มีจำนวนมาก จนเค้าเรียกกันติดปากว่า บ้านปังกู ภาษาท้องถิ่น (เสราะปังกู ) จะเห็นได้ว่าสมัยแต่ก่อนการจะเรียกชื่อหมู่บ้าน ตามจำนวนต้นไม้ หรือประเภทต้นไม้ สัตว์ สภาพพื้นที่และคนที่เริ่มก่อตั้งคนแรก โดยจะคิดจุดเด่น จุดดังของหมู่บ้าน เพื่อเรียกง่ายและเข้าใจได้ว่า ณ บริเวณตรงนั้นเป็นอะไรนั้นเอง  ซึ่งมันสมองและภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อนคือความเป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้านชนิดหนึ่งที่เราควรศึกษา ไม่ใช่ในปัจจุบัน ที่พากันตั้ง ชื่อสวยหรู่ โดยไม่รู้ อัตลักษณ์ของความเป็นจริงของรากง้าว ของชุมชนดังเดิม  เพราะการตั้งชื่อที่เปลี่ยนแปลงจากเดิม หรือที่เป็นจุดเด่นของหมู่บ้าน ที่แท้จริง เป็นการทำลายอัตลักษณ์ดั้งเดิมที่น่าเสียใจ เพราะการตั้งชื่อหมู่บ้านเป็นการสื่อวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ และความสมบูรณ์ของธรรมชาติที่สร้างไว้ เมื่อได้ยินชื่อทุกคนจะเข้าใจสมัยแต่ก่อนมีอะไร  จะเห็นได้ว่าปัจจุบันแม้แต่การตั้งชื่อ หมู่บ้านยังถูกกลืนไปโดยปริยาย จนหาอะไรที่เป็นจุดเด่นไม่ได้  เมื่อคนได้ยินจะไม่ต้องแปลอะไรให้มันหลากหลาย หรือคิดให้มากความ เช่น บ้านหัวเสือ บ้านตะโกหวาน บ้านประหูด บ้านหนองบัวโคก บ้านเขว้า บ้านโคกสะอาด บ้านโคกใหญ่ บ้านห้วยปอ บ้านห้วย บ้านจรเข้ามาก บ้านเมืองต่ำ หรือแม้แต่หนองน้ำ ก้อเช่นกัน ใกล้ที่นาใคร ๆอยู่ใกล้แถวนั้นจะเรียกชื่อคนนั้น จนติดปาก นี่คือจุดเด่นที่คนเก่าคนแก่สร้างไว้ เมื่อใครมาถามจะรู้จักว่าอ้อมันอยู่ตรงนั้น ตรงนี้ แต่ปัจจุบันกลับสรรหาคำสวยหรู่ มาเรียกจนจุดเด่นหาย อัตลํกษณ์หายไป เลยไม่รู้หมู่บ้านแห่งนี้มีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร คืออะไรแน่ 
          ลักษณะภูมิประเทศทั่วไป
                ตำบลบ้านปังกูเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ด้วยแมกไม้นาน ๆ พันธุ์ และยังเป็นป่าที่สมบูณ์ ๙๐% ในปี พ.ศ.๒๕๑๒ -๒๕๒๙ ทุกคนยังมีความรัก และยังอนุรักษณ์พื้นที่ป่า มีการรณรงค์การปลูกป่าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ บ้านหัวเสือ หัวช้างบ้านโคกใหญ่ บ้านบัวโคก ท้ายบ้านโคกสะอาด บ้านปอ บ้านพาชี บ้านสี่เหลี่ยม บ้านโนนสุวรรณ บ้านโคกกลอย บ้านโนนศิลา ที่กล่าวมายังเป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์ ยังไม่มีการบุกรุก ถากถางทำกิน 
ลักษณ์ภูมิศาสตร์
              บ้านปังกู เป็นโคก เหมือนกระทะคว่ำ หรือฝาขนมครก มีคลองส่งน้ำทิศเหนือกับทิศใต้ของหมู่บ้าน จุดสูงสุดของหมู่บ้านปังกูคือสี่แยกบ้านปังกูในปัจจุบัน ที่ชันที่สุด คือ ทางออกไปบ้านห้วยหรือบ้านโคกย่าง อีกสามเส้นทางความชันเท่าๆ กัน ทุกเส้นทางคือทางเกวียน ยังไม่ป็นถนนลูกรัง ในช่วงฤดูฝนจะมีน้ำท่วมเฉพาะวัดบ้านปังกู 
       ด้านการปกครอง
           บ้านปังกู เป็นตำบลที่ใหญ่ที่สุด มีอาณาเขตการปกครองหลายหมู่บ้าน เช่น บ้านเขว้า บ้านโคกวัด บ้านหนองหัวเสือ บ้านหัวช้าง บ้านประหูด บ้านตะโกหวาน  บ้านโคกสะอาด บ้านบัวโคก บ้านโคกใหญ่ บ้านห้วยปอ บ้านภาชี บ้านหนองน้ำขุน บ้านไพรวัลย์ บ้านโคกกลอย บ้านโนนศิลา บ้านโนนสุวรรณ บ้านเขาคอกบ้านกรวด บ้านสี่เหลี่ยม (ก่อนแยกเป็นตำบลเขาคอก) แต่ประวัติศาสตร์ตั้งแต่ตั้งหมู่บ้านมาจนถึงปัจจุบัน (2567) บ้านปังกููไม่เคยมีใครได้เป็นกำนัน 
          การประชุมลูกบ้าน เมื่อมีเรื่องสำคัญ เหตุด่วน เหตุร้าย ใช้การเคาะเกราะ ถ้าเสียงเคาะเกราะรัวๆ เป็นเหตุร้าย ถ้าเคาะถี่ ๆ เหตุด่วน ถ้าเป็นการเรียกประชุมลูกบ้าน เคาะเกราะห่างๆ  เกราะในสมัยนั้นจะมีลักษณะเป็นไม้ทรงกลมด้านในกลวงผูกเชือก



        ด้านวัฒนธรรมชุมชน

               สภาพภุมิประเทศ  ภูมิอากาศ  ศาสนา  และความเชื่อ สำหรับวัฒนธรรมในชุมชนไทยนั้น  พระยาอนุมานราชธน  แบ่งองค์ประกอบของวัฒนธรรมออกเป็น ๔ ประการ  คือ
             ๑.  ความคิด  ความเชื่อ  ความเข้าใจ  ความคิดเห็น  ตลอดจนอุดมการณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากคนรุ่นก่อน  เช่น  ความเชื่อในเรื่องทางศาสนา  สิ่งศักดิ์สิทธิ์  ความเข้าใจเรื่องของจักรวาล  รวมทั้งการยอมรับว่าสิ่งใดถูกหรือผิด  ซึ่งการให้คุณค่าหรือมาตรฐานการตัดสินใจของสังคมหนึ่ง ๆ จะแตกต่างกัน
          ๒.  ขนบธรรมเนียมประเพณีที่แสดงออกในรูปพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น  พิธีการแต่งงาน  พิธีบวชนาค  พิธีขึ้นบ้านใหม่  พิธีการเหล่านี้มักจะได้รับอิทธิพลของศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
             ๓.  กลุ่มที่มีการจัดอย่างเป็นระเบียบหรือมีโครงสร้างอย่างเป็นทางการ  มีกฎเกณฑ์  ระเบียบข้อบังคับ  เช่น  สถาบันต่าง ๆ สมาคม  สโมสร  พรรคการเมือง  เป็นต้น  กลุ่มเหล่านี้จะมีวัตถุประสงค์ชัดเจนเพื่อผูกพันบุคคลที่เป็นสมาชิกในการแสดงความรู้สึกต่อกัน
             ๔.  วัฒนธรรมทางวัตถุทั้งหลาย  เช่น  ที่อยู่อาศัย  เครื่องแต่งกาย  รถยนต์รวมถึงเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ  ผลผลิตทางศิลปกรรมของมนุษย์  นอกจากนั้นยังรวมถึงเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่ใช้ในการติดต่อหรือสื่อความหมาย  เช่น  ภาษาพูด  ภาษาเขียน  ตัวเลข
          ในแต่ละชุมชนจะมีวัฒนธรรม  ประเพณี  ที่สืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษที่แสดงออกถึงวิถีชีวิตของแต่ละชุมชน  วัฒนธรรม  ประเพณี  มีหลายลักษณะ  ซึ่งสามารถจำแนกได้  ดังนี้

                      ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่เกิดจากการปรับตัว ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของคนในชุมชน  ทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมในด้านต่าง ๆ เช่น
                           การสร้างที่อยู่อาศัย  เช่น  ลักษณะ  รูปแบบของบ้านที่แตกต่างกันในแต่ละภาค  และบ้านเรือนแพที่เป็นที่อยู่อาศัยของคนที่อยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำ
                       การทอผ้า  ในสมัยก่อนคนในแต่ละชุมชนจะทอผ้าใช้เอง  โดยนำวัสดุท้องถิ่นมาใช้ในการทอ  ผ้าทอของแต่ละชุมชนจะมีกรรมวิธีการย้อมการทอ  และลวดลายแตกต่างกัน  ซึ่งแสดงเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน  วิธีการทอผ้าของคนในแต่ละชุมชนเป็นภูมิปัญญาที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้  การสังเกต  และการลงมือปฏิบัติจริงจนเกิดความชำนาญ  และถ่ายทอดต่อมายังลูกหลาน
                         สมุนไพรไทย  คนไทยในชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ รู้จักนำสมุนไพรมาใช้ทำเป็นอาหารและยารักษาโรคมานานแล้ว  เช่น  ใบบัวบก  แก้อาการช้ำใน,  มะระขี้นก  แก้หวัด  แก้ไอ,  ทับทิม  ขับพยาธิ  รักษาบิด,  มะนาว  แก้อาการคันคอ ขับเสมหะ,  ขิง ลดอาการจุกเสียดท้อง  ไล่ลม,  กระเทียม แก้กลากเกลื้อน
              การใช้สมุนไพรมาประกอบอาหารและทำยารักษาโรค  ถือเป็นภูมิปัญญาที่ได้มีการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน และสืบทอดมาถึงปัจจุบัน อาหารไทยในแต่ละชุมชน  ส่วนใหญ่มีส่วนประกอบของสมุนไพร  จึงทำให้ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติ  เพราะถือว่าเป็นอาหารที่ส่งเสริมด้านสุขภาพ

                ส่วนใหญ่เป็นวัฒนธรรมประเพณีที่เกี่ยวกับการเพาะปลูก  เพราะเป็นอาชีพดั้งเดิมของคนในท้องถิ่นชุมชน  โดยเฉพาะการทำนา  ซึ่งถือเป็นอาชีพหลักของคนไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  ทำให้เกิดประเพณีต่าง ๆ ขึ้นมากมาย  เช่น
                   ประเพณีทำขวัญข้าว  ซึ่งเป็นประเพณีที่สำคัญต่อชาวนา  เพราะเป็นการบูชาพระแม่โพสพ  ขอให้ข้าวในนามีความอุดมสมบูรณ์ได้ผลผลิตดี
                  ประเพณีการละเล่นเกี่ยวกับอาชีพทำนา  หลังจากทำนาจะมีการ้องเพลงและการละเล่น เพื่อเป็นการผ่อนคลายจากการทำงานหนัก  จึงเกิดการละเล่นต่าง ๆ เช่น  การเต้นกำรำเคียว  เพลงเกี่ยวข้าว

               ในแต่ละศาสนาจะมีวัฒนธรรมประเพณีที่แตกต่างกัน ทำให้คนในแต่ละชุมชนที่นับถือศาสนาต่างกัน มีการดำเนินชีวิตและวัฒนธรรมแตกต่างกัน ชุมชนที่นับถือพระพุทธศาสนา จะมีการทำบุญตักบาตรในตอนเช้า  หรือการไปทำบุญที่วัดในวันสำคัญทางศาสนา นอกจากนี้ยังมีประเพณีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เช่น ประเพณีวันวิสาขบูชา ประเพณีตักบาตรเทโว  ประเพณีแห่เทียนพรรษา
                  ส่วนชุมชนที่นับถือศาสนาคริสต์  ชาวชุมชนจะไปโบสถ์ในวันอาทิตย์และมีวัฒนธรรมประเพณีที่ต่างจากศาสนาอื่น  เช่น  มีพิธีล้างบาป  พิธีรับศีล  เป็นต้น
               ในชุมชนที่ผู้อยู่อาศัยนับถือศาสนาอิสลาม  ชาวชุมชนจะไปประกอบพิธีที่มัสยิดในวันศุกร์  นอกจากนี้ชาวมุสลิมยังมีวัฒนธรรมเกี่ยวกับการกินอาหารตามหลักศาสนาที่แตกต่างจากศาสนาอื่น ๆ
           ดังนั้นจะเห็นได้ว่า  การอยู่ร่วมกันในชุมชนจะมีวัฒนธรรม  ประเพณี  เหมือนกันหรือแตกต่างกัน  ขึ้นอยู่กับว่า  คนในชุมชนนั้น ๆ นับถือศาสนาเดียวกันหรือมีความเชื่อเหมือนกัน  การดำเนินชีวิตจึงคล้ายคลึง วัฒนธรรมในแต่ละชุมชน ทำให้คนในชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง  เช่น  การแต่งกาย  การดำเนินชีวิต  อาหารการกิจ  ประเพณีต่าง ๆ การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวในชุมชนของตน  ทำให้เราได้เรียนรู้การดำเนินชีวิตของผู้คนในชุมชน  รวมทั้งวัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาในชุมชน  ทำให้เราเกิดความรัก  ความภาคภูมิใจ  และร่วมกันรักษาสิ่งที่ดีงามในชุมชนของตนให้คงอยู่ตลอดไป
ด้านการคมนาคม 

           การเดินทางจะเป็นการเดินทางด้วยเกวียนเป็นหลัก ทั้งการติดต่อกันระหว่างหมู่บ้าน และการไปทำไร่ ทำนา เช่น ทางไปอำเภอประโคนชัย บ้านหัวเสือ บ้านหัวช้าง บ้านโคกสะอาด บ้านโคกกลอย บ้านบัวโคก บ้านภาชี บ้านโนนศิลา ามอุดมสมบูรณ์ที่หายไปอย่างรวดเร็ว : เมื่อความเจริญเข้ามาถึง นั้นคือการสร้างถนนจากบ้านปังกูไป บ้านโคกสะอาด ถนนเส้นนี้สร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงของพี่น้อง คนในละแวกนั้น มิใช่ใช้เครื่องจักรในปัจจุบัน กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร ราคา 110 บาท ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อจนกลายเป็นถนนที่มีระยะทางหลายกิโล ซึ่งผู้เขียนเองได้มีส่วนร่วมในการสร้างถนนเส้นนี้เช่นกัน จากนั้นก้อมีเส้นทางไปบ้านหัวเสือ ไปบ้านประหูด และจากบ้านประหูดไปบ้านธาตุ จึงมีความภาคภูมิใจว่าเรามีส่วนนำความเจริญมาสู่บ้านเรา แทนที่จะขับเกวียน ไปบ้านหัวเสือ ไปบ้านหนองบัวโคก หรือไปบ้านประหูดที่ดูไกล แสนไกลก้อ ใกล้เข้ามาที่ผ่านแต่ป่า เราก้อมีถนน วัฒนธรรมความน่าสนใจคนบ้านปังกู :
Google